Monday, March 10, 2014

ข้อดีในการดื่มกาแฟ
1.    ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในผู้หญิง 25%
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของสเปนพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2 – 3 แก้วต่อวันมีอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มและผู้ชาย 25%
2.    ลดอัตราเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน 60%
กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ และยังมีสารประกอบที่เรียกว่า ควินิน (Quinines) ที่ช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น
3.    ลดอัตราการเกิดภาวะความจำเสื่อม 65%
จากการวิจัยพบว่ากาแฟมีส่วนช่วยในการชะลอภาวะความจำเสื่อมโดยไปหยุดยั้งหรือต้านการจับตัวของคอเรสเตอรอล (Cholesterol) ที่เป็นผลเสียต่อร่างกาย
4.    ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ 50%
จากการศึกษาถึง 12 ปีกับผู้หญิงในญี่ปุ่นพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 3 แก้วหรือมากกว่าต่อวันมีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่
5.    ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
จากการศึกษากับผู้ชายจำนวน 50,000 คนเป็นเวลา 20 ปีพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 6 แก้วต่อวันจะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่ม
6.    ลดความเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ (Alzheimer) 65%
จากการศึกษากับคนวัยกลางคนในประเทศฟินแลนด์จำนวน 1,400 พบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 5 ถ้วยต่อวันสามารถลดอัตราเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ 65%
7.    ลดความเสี่ยงของการเป็นตับแข็ง 80%
จากการศึกษากับผู้ดื่มกาแฟจำนวน 125,000 คนพบว่าการดื่มกาแฟ 1 แก้วต่อวันทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งลดลง 20% ถ้าดื่ม 4 แก้วต่อวันจะลดอัตราเสี่ยงได้ 80%
8.    ลดความเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 50%
ผู้ชายที่ดื่มกาแฟอย่างน้อย 2 แก้วต่อวันมีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 40%, 25% สำหรับผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในปริมาณที่เท่ากัน และ 45% สำหรับคนที่ดื่มมากกว่า 4 แก้วต่อวัน
9.    ลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือดในผู้หญิง 43%
จากการศึกษากับนางพยาบาลจำนวน 83,000 คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่และดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวันสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือด 43%
10.     ลดความเสี่ยงของการเกิดอาการสั่นของอวัยวะจากระบบปราสาท
11.     ลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายของผู้หญิง 60%
จากการศึกษาเป็นเวลา 10 ปีกับผู้หญิงจำนวน 86,000 คนพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวันสามารถลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายของ 60%
12.     กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยซ่อมแซมเซลต่างๆในร่างกายที่ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
13.     กาแฟช่วยให้เรารู้สึกไม่ง่วงและตื่นตัว
14.     กาแฟช่วยลดความรู้สึกหนาวได้เนื่องจากคาเฟอีน (caffeine)
15.     ลดการเกิดโรคหืด
16.     ลดอาการปวดหัว บ่อยครั้งที่คาเฟอีน (caffeine) ถูกใช้เป็นยาแก้ปวดหัวโดยเฉพาะอาการปวดหัวจากไมเกรน (migraine)
17.     บรรเทาอาการปวด การดื่มกาแฟ 2 แก้วอาจช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกายได้ประมาณ 58% ยาแก้ปวดหลายประเภทมีการผสมคาเฟอีน (caffeine) 65 mg เช่น aspirin, ibuprofen, acetaminophen และคาเฟอีน (caffeine) สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ 40%
18.     ช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น คาเฟอีน (caffeine) ที่ดื่มเข้าไปจะช่วยคลายความเครียดและทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น
19.     ช่วยให้ความสามารถทางการกีฬาสูงขึ้น เพราะคาเฟอีน (caffeine) มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มความทนทานและประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ
20.     ป้องกันฟันผุ สารประกอบที่มีชื่อว่า Trigonelline ซึ่งเป็นสารที่ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอมและรสขม มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันแบคทีเรีย และการก่อตัวของแบคทีเรีย โดยเหตุผลนี้กาแฟจึงช่วยป้องกันฟันผุได้

ถึงแม้ว่ากาแฟจะมีสารที่มีประโยชน์มากมายแต่สารประกอบบางอย่างที่อยู่ในกาแฟอาจส่งผลกับแต่ละคนต่างกัน ดังนั้นถ้าเกิดเรามีปัญหาท้องเสียกับการดื่มกาแฟ หรืออาการอื่นๆ ก็สามารถดื่มชาแทนได้
ที่มา :- http://www.coffeeandtealover.com/2010/20-coffee-benefit/

Friday, February 28, 2014

ไดเอ็ตอย่างไร ให้หน้าเรียวเล็ก


              คนรู้จักที่ห่างหายกันไปนาน พอกลับมาเจอกันอีกทีสงสัยบ้างไหมคะว่า ทำไมชอบทักกันเกี่ยวกับเรื่องรูปร่าง เช่นว่า ผอมลงนะ หรือ อวบขึ้นหรือเปล่า นอกจากการสังเกตจากรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็ยังสังเกตุจากใบหน้าได้ด้วยว่าซูบเซียวหรืออวบอูมขึ้นมากเท่าใด ซึ่งใบหน้านับว่าเป็นปราการด่านแรกที่เราจะมองเมื่อพบปะผู้คนเลยทีเดียว
     
              สาว ๆ หลายคนพอน้ำหนักมีการขึ้นลง ส่วนที่เปลี่ยนแปลงนำไปก่อนเป็นอันดับแรกก็คือใบหน้านี่เอง ก็เลยพากันระวังเรื่องน้ำหนักขึ้นเอามาก ๆ เพราะแค่เข็มตาชั่งปัดขึ้นนิดเดียว หน้าก็บวมจนแทบจะมองไม่เห็นคางอยู่แล้ว และแน่นอนหากจะลดสัดส่วนเฉพาะที่ใบหน้าก็คงเป็นไปได้ยาก แต่หากสาว ๆ ได้ลองทำตามคำแนะนำที่หยิบมาฝากกันในวันนี้ก็จะช่วยให้คุณสาว ๆ ลดน้ำหนักได้พร้อมกับทำให้หน้าบวม ๆ เรียวเล็กลงเป็นอันดับแรกด้วย อ๊ะ ๆ อยากรู้แล้วล่ะสิว่าต้องทำยังไงบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

    1. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร

              หากคุณเป็นคนดื่มน้ำน้อย รีบเปลี่ยนมาจิบน้ำบ่อย ๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเถอะค่ะ เพราะร่างกายที่ได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะพยายามกักเก็บน้ำเอาไว้ภายในให้มากที่สุด สิ่งที่ตามมาก็คืออาการบวมน้ำที่มือ เท้า และใบหน้านั่นเอง หากดื่มน้ำได้พอดีกับความต้องการของร่างกาย ระบบภายในร่างกายก็จะทำงานได้ปกติ มีการกักเก็บและระบายน้ำออกมาอย่างสมดุล ไม่ต้องกลัวหน้าอูมด้วยอาการบวมน้ำแน่นอนค่ะ

    2. ทานผักผลไม้แทนขนมขบเคี้ยว

              ลองเปลี่ยนพฤติกรรมทานขนบขบเคี้ยวระหว่างวัน มาเป็นการทานผักหรือผลไม้แทน นอกจากจะได้น้ำและความหวานตามธรรมชาติแล้ว ยังได้เซลลูโลสซึ่งทำให้อยู่ท้องไปจนถึงมื้ออาหาร ซึ่งจะช่วยให้คุณลดการบริโภคแป้งในอาหารมื้อนั้นได้ง่ายขึ้นด้วย และหากว่าคุณกลัวจะอ้วนจากน้ำตาลที่ได้จากผักและผลไม้แล้วล่ะก็ เลิกกังวลไปได้เลยค่ะ ในขนมที่เรามักจะทานกันนั้นมีน้ำตาลเยอะกว่าในผักผลไม้เป็นไหน ๆ แถมแคลอรี่ก็สูงกว่าเห็น ๆ ที่สำคัญคุณเคยได้ยินว่าใครอ้วนเพราะกินผลไม้หรือเปล่าล่ะ

    3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

              งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น เหล้า เบียร์ ไวน์ บรั่นดี ฯลฯ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญของการบวมน้ำ แถมยังมีปริมาณแคลอรี่สูงกว่าเครื่องดื่มทั่ว ๆ ไปอีกด้วย



    4. เสริมแคลเซียมให้ร่างกายมากกว่าที่เคย

              ในหนึ่งวันร่างกายต้องการแคลเซียมไม่ต่ำกว่า 1,000 มิลลิกรัม เพื่อช่วยให้กระบวนการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุณจะได้แคลเซียมตามปริมาณที่ร่างกายต้องการจากนม 3 แก้ว หรือโยเกิร์ต 800 กรัม หรือได้จากการทานปลา ซึ่งปลากระป๋องเองก็ให้แคลเซียมได้ดีเช่นกัน รวมทั้งถั่วต่าง ๆ ก็ด้วย

    5. ลดปริมาณพลังงานลงวันละ 500 แคลอรี่

              ในการลดน้ำหนักทุก ๆ 0.5 กิโลกรัม คุณต้องกำจัดพลังงานให้ได้ 3,500 แคลอรี่เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ลองเริ่มทำให้ได้จากวันละ 500 แคลอรี่ ดูก่อนก็ได้ค่ะ ซึ่งทำได้ง่าย ๆ โดยการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานไปสัก 250 แคลอรี่ จากการเดินเร็ว 30 นาที หรือการออกกำลังกายหนัก 20 นาที และกำจัดอีก 250 แคลอรี่จากมื้ออาหารของคุณ โดยปรับเปลี่ยนจากพฤติกรรมทานของหวานหลังอาหารของตัวเอง เช่น อาจเปลี่ยนจากไอศกรีมเป็นโยเกิร์ตแช่แข็ง จากเค้กเป็นผลไม้อบแห้งแทน ลองทำกันดูนะคะ

    6. ลดอาหารรสเค็ม

              ยิ่งทานอาหารที่มีรสเค็มมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้มากเท่านั้น เนื่องจากร่างกายต้องเก็บกักน้ำเอาไว้เพื่อขับโซเดียมที่ได้จากความเค็มออกมา เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด ของหมักดอง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอกและแฮม รวมถึงมันฝรั่งทอดกรอบต่าง ๆ ด้วย นอกจากจะช่วยลดสาเหตุของอาการบวมน้ำได้แล้ว ยังทำให้คุณห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงด้วยค่ะ

    7. ออกกำลังกาย

              หากคุณลดน้ำหนักด้วยการควบคุมการทานอาหารแต่เพียงอย่างเดียว ถึงน้ำหนักจะลดลงแต่จะทำให้ผิวหนังของคุณดูเหี่ยวเหลว ไม่กระชับสดใส เพราะฉะนั้นจึงควรออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วยค่ะ จะได้มีน้ำหนักที่พอดีและร่างกายที่ฟิตเฟิร์มด้วย


    8. บริหารกล้ามเนื้อที่หน้า

              ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อฟิตแอนด์เฟิร์มกันไปแล้ว คราวนี้ก็มาบริหารกล้ามเนื้อที่ใบหน้ากันบ้าง เพื่อที่ใบหน้าจะได้กระชับไงคะ ด้วยการ

              ฉีกยิ้มกว้าง ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อตึงตัว จากนั้นพูดคำว่า เอ,อู ยาว ๆ
              ทำปากจู๋เหมือนอมบ๊วยค้างไว้แล้วนับ 1-5 ในใจ
              อมลมที่แก้มทีละข้างให้ป่อง ทำสลับกันซ้ายขวา
              ฉีกยิ้มทีละข้างซ้ายและขวา พยายามยกมุมปากขึ้นให้มากเท่าที่คุณทำได้

           รู้วิธีการ ไดเอ็ต และบริหารใบหน้าไปแล้วก็อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ นอกจากจะช่วยให้คุณสาว ๆ มีหุ่นเฟิร์ม ๆ แล้ว ใบหน้าก็ยังได้รูปอย่างที่ควรจะเป็นด้วย ทีนี้จะออกไปพบใครก็มั่นใจเต็มร้อยแล้วล่ะค่ะ

Tuesday, January 07, 2014

Ariya Organic Cafe

Photo of Ariya Organic Cafe by vtravellerPhoto of Ariya Organic Cafe by beerzukiPhoto of Ariya Organic Cafe by vtraveller

Bangkok wellness center and organic cafe. Serving vegan organic food including fresh juices, smoothies, sushi, salads, light entrees, raw crackers, and desserts. Uses fresh, all natural, and organic ingredients with many items being raw. Previously located at MBK Center and has moved as of Jan 2011 report to HappyCow. Wheelchair accessible. Accepts credit cards. Expensive.

Map/Directions to Ariya Organic Cafe
2nd Floor Life Center, Q-House Building Lumphini, Sathorn Road, Bangkok,
66-2-677-7353
Cuisine: Vegan, Organic, Raw,Thai, Western, Juice bar, Take-out
See also: http://www.happycow.net/reviews/ariya-organic-cafe-bangkok-16517

Monday, January 06, 2014

Welcome to Nature Home - your organic food store in Maenam, Koh Samui, Thailand.




We really are what we eat ....
Our diet affects our entire well-being. It has the biggest influence on our health. Our body draws energy and nutrients to repair and rebuild itself from our diet. Even our thoughts and emotions are influenced by the quality of our food. Making healthy choices can improve and maintain well-being.

Our digestive tract is where food's goodness is extracted and prepared for delivery to our cells and tissues to nourish, replenish and repair. The more efficiently we can access those nutrients the more effectively our body will function on all levels. 

Nothing created by man compares to the magnificent design of the human body. As you read this 2.5 million red blood cells are being made every second within your bone marrow, in order to keep your body cells supplied with oxygen. Meanwhile your digestive system is producing its daily 10 litres of digestive juices to break down the food you eat and enable it to pass through your 'inside skin', the gastrointestinal wall, a 30-foot-long structure with a surface area the size of a small football pitch which effectively replaces itself every four days. The health of your gastrointestinal tract is maintained by a team of some three hundred different strains of bacteria and other micro-organisms as unique to you as your fingerprint, which exceed the total number of cells in your entire body.

Meanwhile, your immune system replaces its entire army every week and, when under viral attack, has the capacity to produce two hundred thousand new immune cells every minute. Even your outside skin is effectively replaced every month, while most of your body is renewed over a seven-year period. Your brain, a mere 3 lb/1.4kg of mainly fat and water, is processing information of immense complexity through its trillion nerve cells, each connected to a hundred thousand others in a network whose connections are formed as our life, and the meaning we attach to it, unfolds.
The energy produced from a small amount of food powers all these unseen processes, with plenty left over to keep us warm and allow us to undertake a wide range of physical activity. The by-products are water and carbon dioxide, both of which are essential for plants, which in turn produce carbohydrate, our fuel, and oxygen, the spark that lights our cellular fires. It is estimated that we use only a quarter of a per cent of our brain's capacity and, in many cases, half the potential life span of our bodies. The design, the capacity and the resilience of the human body are truly awesome.
Yet, unlike a new car, we arrive without a maintenance manual and rely on instructions developed by those who have made their livelihood from a study of the human body. These instructions are in their infancy, a fact which is obvious when you consider how much of medicine is based on giving drugs which poison the body, radiation which burns it and surgery which removes defective parts. Most of us only begin to think about body maintenance when something goes wrong. Yet, due to the body's incredible resilience, most serious diseases like cancer and cardiovascular disease take twenty to thirty years to develop. By the time we notice the symptoms it may be too late.
All medical education has been built on the foundation of anatomical science since the year 1543, when Andreas Vesalius published the first textbook of anatomy based upon human dissection. Over the centuries the subject has become more and more refined, it has been amalgamated with related sciences such as physiology and biochemistry, and now we have reached the point where it is actually possible to perform organ transplantation, artificial insemination and genetic engineering with relative ease.

No-one can doubt the advances that have been made. On the other hand, medical science has still made little real headway against the degenerative diseases and cancer. Indeed many people would say that perhaps technological improvement has gone just about as far as it can. It may be that the answers to some of the major problems facing people today lie in their particular form of lifestyles. Indeed, if that is the case then perhaps there is much that Natural Therapies  and Health Food will have to offer in the future.
The healthier our diet, the more energy we have. Stimulants such as caffeine and sugar give us a lift but then we crash and our body craves more. Stable energy levels provided by high quality nutrition keep us going throughout the day. 

Our immune system is built and maintained from the food we eat. A diet of processed and convenience food draws from our body's reserves depleting vitamins, minerals and antioxidants necessary to ward off disease and fight infection. A healthy diet gives our immune system the power to protect us.  Our body has to process the bad as well as the good. Flooding it with unnatural chemicals from convenience foods places strain on digestion. Tiredness and lethargy follow the emotional comfort we feel when eating them. A healthy meal of organic, health produce lifts us emotionally as well as physically. 

Our skin, hair, and tissues are all built from what we eat. Supple, smooth and glowing skin requires vitamins, minerals, antioxidants and essential fatty acids, as does glossy hair, sparkling eyes and strong nails.

The fats, carbohydrates and proteins we eat require many micro-nutrients to be effectively digested. Without these, energy levels drop and food is stored as fat until vitamins and minerals become available. Eating a micro-nutrient rich diet helps our body digest food efficiently and metabolise stored energy, melting away excess pounds. 

Eating well will leave you feeling more energetic, give you a healthy glow and help maintain weight for a longer, healthier and happier life. 

GO HEALTHY - GO ORGANIC - WITH NATURE HOME HEALTH FOOD

See more: 
http://www.naturehomesamui.com/
https://www.facebook.com/naturehomesamui 

เมนูสุขภาพวันนี้ ออฟฟิตซินโดม , อาการหิวรอบดึก และ 6 โรคที่มากับภัยหนาว

นั่งมาก...จะยากนาน
Photo: นั่งทำงานกันมาทั้งวันแล้ว ใครยังไม่เลิกงาน ลุกมายืดเส้นยืดสายสักนิดนะคะ ^_^

8 วิธีปราบความหิวตอนดึก

1.เปลี่ยนเมนูอาหารมื้อเย็น
2.แปรงฟัน
3.ไม่ตุนขนมไว้ในตู้เย็น
4.ปิดทีวี
5.โทรไปคุยกับเพื่อน
6.แปะรูปสมัยอ้วนไว้เตือนใจ
7.ดื่มน้ำ
8.นอนให้เร็วขึ้น
Photo: ใครชอบหิวมื้อดึกบ้างคะ

Cr.www.kapook.com


ุ6 โรคมากับภัยหนาว

1.โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
2.โรคหัด
3.โรคปอดบวม
4.โรคหัดเยอรมัน
5.โรคอีสุกอีใส
6.โรคอุจจาระร่วง
Photo: อากาศจะหนาวขึ้นอีกในหลายจังหวัด ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/goodhealthmagazinethailand

สูตรดีท็อกซ์ทำเองได้! ง่าย ๆ แค่ 7 วัน

    สูตรดีท็อกซ์ทำเองได้! ง่าย ๆ แค่ 7 วัน

     

    สูตรดีท็อกซ์ทำเองได้! ง่าย ๆ 

              ปวดหัวบ่อย ๆ หงุดหงิดตลอดเวลา ปวดเมื่อย เบื่ออาหาร อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีสารพิษสะสมในร่างกายมากเกินไป มาดีท็อกซ์ล้างพิษกันหน่อยดีไหม

     เตรียมตัวให้พร้อมก่อนดีท็อกซ์ 

              จะดีท็อกซ์ทั้งทีต้องวางแผนกันหน่อย เริ่มจากลดน้ำตาลสัก 1-2 สัปดาห์ก่อนดีท็อกซ์ พวกแป้งขัดสีส่วนแอลกอฮอล์หรืออาหารกระป๋องก็เพลา ๆ ลงบ้าง และดื่มน้ำให้มากขึ้น ส่วนสาว ๆ คนไหนที่ติดกาแฟก็ค่อย ๆ ลดปริมาณลงทีละน้อยจนกว่าจะอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งคาเฟอีนแล้วค่อยเริ่มดีท็อกซ์นะ

     พร้อมแล้วก็เริ่มเลย 

              สูตรที่นำมาฝากนี้ใช้ได้ตั้งแต่ 7–21 วัน โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สาว ๆ ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองได้เลยว่าจะให้เวลากับการดีท็อกซ์ครั้งนี้กี่วัน หลักการง่าย ๆ จำไม่ยากก็คือ ตื่นเช้าให้ดื่มน้ำมะนาวครึ่งลูกผสมกับน้ำเปล่าอุ่น ๆ หนึ่งแก้ว แล้วตลอดช่วงที่ดีท็อกซ์ให้งดแป้งและเนื้อสัตว์ทั้งหลาย แล้วกินแต่ผัก ผลไม้ โดยเน้นพวกผักใบเขียวเข้ม ๆ เช่น บรอกโคลี คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง จะทำเป็นสลัดน้ำใส หรือนึ่งให้สุกก็ได้ แต่ห้ามปรุงรสนะจ๊ะ ส่วนผลไม้ควรเป็นส้มโอ แก้วมังกร สับปะรด ฝรั่ง หรือไม่ก็สตรอว์เบอร์รี แต่ต้องกินสด ๆ เท่านั้น ไม่ต้องเชื่อมหรืออบแห้งใด ๆ ทั้งสิ้น

                พวกถั่วอบและธัญพืชต่าง ๆ ก็กินได้บ้างเล็กน้อย แต่อย่าปรุงแต่งรสก็แล้วกัน
      
                ห้ามเผลอปากเด็ดขาด พวกนม ชีส ไข่ ถั่วเหลือง ชา กาแฟ แป้ง เนื้อสัตว์ แอลกอฮอล์ อย่าได้เผลอกินเข้าไปเลยเชียว เพราะความพยายามของคุณจะล้มเหลวทันที อ้อ! พวกผักผลไม้กระป๋องก็ห้ามนะ เตือนตัวเอง เอาไว้ว่าคุณกำลังอยู่ในช่วงล้างสารพิษจะเพิ่มพิษเข้าตัวเองไปทำไม

                ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ ดื่มน้ำเปล่าอุ่น ๆ หรืออุณหภูมิห้องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็ 10 แก้วต่อวัน แต่มีทริกอยู่ว่าหลังกินอาหารเสร็จใหม่ ๆ ให้ดื่มน้ำแก้ติดคอได้เล็กน้อย แล้วเว้นระยะห่าง 15 นาที เพื่อให้น้ำย่อยทำงานได้เต็มที่แล้วค่อยดื่มแบบจัดหนักนะจ๊ะ



     ดีท็อกซ์…แล้วดียังไง 

              อาจจะเหมือนอดอาหารธรรมดา แต่ช่วงที่ดีท็อกซ์นี้ร่างกายของคุณจะได้พักปรับสมดุล ทำความสะอาดลำไส้และแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกายออกไป ลำไส้จะทำงานได้ตามปกติ ร่างกายก็จะสดชื่นระบบการทำงานในร่างกายดีขึ้นผิวใส ออร่าเปล่งประกาย และน้ำหนักก็ลดลงด้วยนะ!

     Did You Know :
     
               มนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืช เวลาที่เรากินเนื้อสัตว์ ระบบย่อยต้องทำงานหนักมาก และต้องใช้เวลานานถึง 7 วัน เนื้อสัตว์จะหมักหมมอยู่ในลำไส้ บูดเน่า และเกิดเป็นแก๊สพิษสะสมและตกค้างอยู่ในร่างกาย
     
               ดีท็อกซ์เป็นแค่การล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย ไม่ใช่การรักษาโรคนะจ๊ะ

Saturday, January 04, 2014

ปัญหาผิวหนังบริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายแห้งตึงและแตกเป็นแผลง่าย หลังจากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยาง

Image result for ผิวหนัง หุ่มปลายอักเสบ
คำถาม
ผมมีอาการเป็นแผลบริเวณปลายอวัยวะเพศ หรือหนังหุ่มปลายอวัยวะเพศ ซึ่งเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อใส่ถุงยางก็ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ครับ  แต่ถ้าครั้งไหนไม่ได้ใส่ถุงยาง เวลามีเพศสัมพันธ์กันทีไร ผิวหนังบริเวณใกล้ปลายอวัยวะเพศชายหรือหนังหุ่มปลายอวัยวะเพศของผมจะมีรอยแผลฉีก หรือแตกๆ กลายเป็นจุดที่ผิวบอบบางเป็นแผลง่าย ไม่มีอาการคันหรือเป็นตุ่มแต่อย่างใด  ไปหาคุณหมอ หมอให้ยามาทา แต่ก็ยังไม่หายขาด เวลามีเพศสัมพันธ์กันยังคงแสบเจ็บและมีแผลแตกๆ มีเลือดไหลซึมออกมา 

คำตอบ
ปัญหาผิวหนังบริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายแห้งตึงและแตกเป็นแผล หลังจากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางนั้น  หากไม่ได้ติดเชื้อโรค อาจเกิดจากผิวหนังหุ่มปลายอวัยวะเพศชายแห้งและบาง ทำให้เวลาเสียดสีเกิดเป็นแผลขึ้นได้ง่าย  ยิ่งเวลาที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิ่งที่มีปากช่องคลอดเล็กฟิต และคนที่เคยมีแผลแล้วก็มักจะเป็นแผลได้ง่ายกว่าเดิมอีก
ข้อแนะนำเบื้องต้นคือ ตัดขนเพชรให้สั้นเพื่อป้องกันขนเพชรเข้าไปติดที่หนังหุ่มปลายอวัยวะเพศซึ่งจะทำให้อักเสพเป็นแผลได้  ทาครีม โลชั่นสำหรับทาผิวหนังให้ชุ่มในบริเวณผิวหนังหุ้มปลายและบริเวณใกล้เคียงที่มักเป็นแผลง่าย ให้ทาทุกวันหลังอาบน้ำ(คือไม่ปล่อยให้ผิวจุดนั้นแห้ง) เช่น  ซิตร้า วาสลีน ฯ(ก็ใช้ได้) แล้วปัญหาโลกแตกของคุณจะหายไป  งดมีเพศสัมพันธ์หนึ่งอาทิตย์หรือจนแผลหายดี  เวลาจะมีเพศสัมพันธ์ใช้เวลาในการกระตุ่นให้สารล่อลื่นของฝ่ายหญิงหลั่งออกมาก่อน(เล้าโลมก่อน)เผด็จศึก หรือใช้เจลล่อลื่นช่วยและใช้ให้ใช้ความนุ่มนวลในการมีเพศสัมพันธ์ อย่าห่ำหั่นกันรุ่นแรง เพราะรอยแผลเดิมอ่อนบางอาจเกิดขึ้นซ้ำได้ง่าย ต้องใช้เวลาเพื่อให้หนังหุ่มปลายอวัยวะเพศกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ไม่เชื่อลองดูครับไม่เสียค่ารักษาให้ยุ่งยาก (ถ้าไม่หายยังไงก็อย่าลืมไปพบแพทย์)